ปรับขึ้นค่าทางด่วนศรีรัช–วงแหวนฯ เริ่ม 15 ธันวาคม 2569 กระทบต้นทุนการขนส่ง รถใหญ่เพิ่มสูงสุด 35 บาท
การทางพิเศษฯ ปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางด่วนศรีรัช–วงแหวนรอบนอกฯ มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569 รถขนาดใหญ่ปรับเพิ่มสูงสุด 35 บาทต่อเที่ยว ผู้ประกอบการขนส่งควรวางแผนเส้นทางและบริหารต้นทุนล่วงหน้า
วันที่ 15 กันยายน 2569 มีการประกาศปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษ ประจิมรัถยา หรือทางพิเศษศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร โดยอัตราค่าผ่านทางใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป การปรับอัตราครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน ซึ่งมีการกำหนดให้ทบทวนและปรับอัตราค่าผ่านทางตามรอบระยะเวลา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งควรติดตาม เนื่องจากค่าผ่านทางเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเดินทางในแต่ละเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรถขนส่งขนาดใหญ่และมีเส้นทางวิ่งเข้า–ออกกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่โดยรอบเป็นประจำ
📌 อัตราค่าผ่านทางใหม่ หลังจากการปรับอัตรา ค่าผ่านทางจะแบ่งตามประเภทรถ ดังนี้
| ประเภทรถ | อัตราเดิม | อัตราใหม่ | ปรับเพิ่ม |
|---|---|---|---|
| รถไม่เกิน 4 ล้อ | 65 บาท | 80 บาท | +15 บาท |
| รถเกิน 4 ล้อ แต่ไม่เกิน 10 ล้อ | 105 บาท | 130 บาท | +25 บาท |
| รถเกิน 10 ล้อ | 150 บาท | 185 บาท | +35 บาท |
สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้น 35 บาทต่อเที่ยว อาจดูเป็นต้นทุนที่ไม่สูงมากเมื่อพิจารณาเพียงเที่ยวเดียว แต่หากมีการใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน และมีรถจำนวนหลายคัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถสะสมเป็นค่าใช้จ่ายที่มีนัยสำคัญในระยะยาวได้
ตัวอย่างเช่น หากรถขนส่งขนาดใหญ่ต้องผ่านด่านที่มีอัตราค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น 35 บาท และมีการเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวหลายเที่ยวต่อวัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำต้นทุนส่วนนี้มาพิจารณาร่วมกับค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษารถ ค่าแรงพนักงานขับรถ และค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานอื่น ๆ
🚛 ผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจขนส่ง
ปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์ต้องบริหารต้นทุนจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารถ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การปรับขึ้นค่าผ่านทางจึงเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่ผู้ประกอบการควรนำมาประเมินในการวางแผนการเดินรถ
โดยเฉพาะงานขนส่งที่มีระยะทางไกลหรือมีการวิ่งผ่านพื้นที่ที่มีค่าผ่านทางหลายช่วง การเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสามารถช่วยควบคุมต้นทุนได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาร่วมกับระยะเวลาในการเดินทาง สภาพการจราจร และความตรงต่อเวลาในการส่งมอบสินค้า
หากเลือกเส้นทางที่ไม่เสียค่าผ่านทางแต่ใช้เวลาเดินทางนานขึ้น อาจทำให้เกิดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและเวลาของพนักงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นการบริหารเส้นทางจึงไม่ควรพิจารณาจากค่าผ่านทางเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึง ต้นทุนรวมของการเดินทางในแต่ละเที่ยว
📊 การวางแผนเส้นทางมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง การวางแผนเส้นทางล่วงหน้าสามารถช่วยลดเที่ยววิ่งที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถได้ โดยควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น จุดรับสินค้า จุดส่งสินค้า ช่วงเวลาการเดินทาง สภาพการจราจร และข้อจำกัดของรถแต่ละประเภท
นอกจากนี้ การลด เที่ยวรถเปล่า (Empty Run) ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนได้ เพราะทุกเที่ยวที่รถสามารถบรรทุกสินค้าได้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถและลดต้นทุนเฉลี่ยต่อเที่ยว
เทคโนโลยี GPS และระบบติดตามรถยังสามารถนำมาใช้วิเคราะห์เส้นทางและพฤติกรรมการเดินรถ เพื่อช่วยให้ฝ่ายปฏิบัติการสามารถติดตามรถแบบเรียลไทม์ และนำข้อมูลการเดินทางที่ผ่านมาไปใช้วางแผนเที่ยวรถในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
🔍 ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไร
การปรับค่าผ่านทางที่จะมีผลในเดือนธันวาคม ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวและประเมินผลกระทบล่วงหน้า โดยสามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง เช่น
1. ประเมินเส้นทางที่ใช้งานเป็นประจำ
ตรวจสอบว่ารถแต่ละคันมีการใช้ทางพิเศษในเส้นทางใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าใดหลังจากอัตราใหม่มีผล
2. วิเคราะห์ต้นทุนต่อเที่ยว
นำค่าผ่านทางมาคำนวณร่วมกับค่าน้ำมัน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละเที่ยว
3. วางแผนเส้นทางให้เหมาะสม
เปรียบเทียบระหว่างเส้นทางทางพิเศษกับเส้นทางปกติ โดยพิจารณาทั้งค่าใช้จ่าย ระยะทาง เวลา และสภาพการจราจร
4. ลดเที่ยวรถเปล่า
วางแผนเที่ยวรถให้สามารถรับ–ส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ลดระยะทางที่รถต้องวิ่งโดยไม่มีสินค้า
5. ใช้ข้อมูล GPS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
นำข้อมูลการเดินรถมาใช้วิเคราะห์เส้นทาง ระยะเวลา และพฤติกรรมการใช้รถ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ONE WAYS LOGISTICS ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการขนส่ง
สำหรับ บริษัท วัน เวย์ โลจิสติกส์ จำกัด (ONE WAYS LOGISTICS) การบริหารจัดการต้นทุนถือเป็นส่วนสำคัญในการให้บริการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทให้ความสำคัญกับการวางแผนเส้นทาง การบริหารจัดการรถขนส่ง และการติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อให้แต่ละเที่ยวสามารถดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม
ด้วยรถขนส่งหลากหลายประเภท ทั้งรถ 4 ล้อ 6 ล้อ และ รถ 10 ล้อ ห้องเย็น บริษัทสามารถเลือกใช้รถให้เหมาะสมกับลักษณะสินค้า ปริมาณสินค้า และระยะทางของแต่ละงาน รวมถึงมีระบบ GPS Tracking สำหรับติดตามรถและบริหารจัดการเที่ยววิ่ง
การเปลี่ยนแปลงของต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าผ่านทาง หรือค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลต่อการวางแผนงานและการบริหารธุรกิจในระยะยาว
ONE WAYS LOGISTICS ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริหารจัดการด้านการขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ และส่งมอบสินค้าให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัย ตรงเวลา และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
ONE FOR ALL, DELIVER AS PROMISED.